แตงโมมีโทษอย่างไร

คนรักแตงโมต้องอ่าน

แตงโมมีโทษอย่างไร ผลไม้ยอดฮิตประจำประเทศที่ให้ความสดชื่นทุกคนมักนิยมกินเผื่อคลายร้อน ยิ่งน่ำไปแช่ตู้เย็นก่อนยิ่งยิ่งทำให้รู้สดชื่อคลายร้อน ทั้งช่วยเติมน้ำใหเร่างกายสดชื่นสุดๆ แต่ทางนักวิชาการได้ตอบข้อสงสัย ตั้งแต่เรื่องสาเหตุที่แตงโมแตก ไปแล้วว่าไม่ได้เกิดจากสารเร่งโต หรือถึงสารเร่งโตมีผลก็น้อยมาก การที่แตงโมแตกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ถ้าอุณหภูมิช่วงกลางวันกับกลางคืนต่างกันมาก็ทำให้ผิดแตงโมปริแตกได้ หรือหากแตงโมขาดน้ำเป็นเวลานานแล้วฝนตก หนักกะทันหัน แตงโมจะดูดน้ำจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลแตงโมแตกได้เช่นกัน นอกจากนี้พันธุ์แตงโมก็มีผล แตงโมบางสายพันธุ์เปลือกหนา และแข็งมากจนขึ้นยืนได้ ส่วนพันธุ์ที่ระเบิดนั้นเป็นพันธุ์ ที่เปลือกบางจากการปรับ ปรุงพันธุ์

การที่แตงโมแตกในเหตุการณ์ อาจเกิดจากการใช้สารเร่งโต ในช่วงที่เข้าหน้าฝนแล้ว และปีนั้นฝนมามาก จึงทำให้แตงโมแตก นอกจากนี้ยังตอบข้อสงสัยเรื่องอื่นที่เป็นข่าวลือ เช่น เรื่องการฉีดน้ำหวาน เพื่อแต่งรสแตงโม นักวิชาการออกมาแก้ข่าวลือ เรื่องการฉีดน้ำหวาน ให้เนื้อแตงโมหวานนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะฉีดไปมันก็ไม่ได้หวานทั้งลูก แถมฉีดไปไม่กี่ชั่วโมงก็ช้ำ ทิ้งไว้วันเดียวก็เน่า ไม่มีเกษตรกรที่ไหนจะทำแบบนั้น

“เกษตรกรผู้ปลูกแตงโม ยืนยันว่า”แตงโมมีสีแดง”ก็เพราะมาจากการปรับปรุงสายพันธุ์มาแล้ว บางพันธุ์ลูกยังไม่โตเต็มที่เนื้อก็เป็นสีแดงแล้ว”

ผู้ที่ชื่นชอบกับการบริโภคแตงโม คงสบายใจได้”ข่าวลือก็คือข่าวลือ” และอย่าลืมว่าแตงโมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุอยู่ภายในมากมาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล เส้นใย โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และ สังกะสี

“แตงโม”ยังมีสารชนิดหนึ่งคือสาร ซิทรูไลน์ ซิทรูไลน์ สารนี้มีประโยชน์สามารถช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกายได้ สารนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวาน เพราะมีแคลลอรี่ต่ำมาก สามารถพบสารนี้ได้มาก ที่เปลือกของแตงโม ดังนั้นการกินแตงโมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงควรทานเนื้อแตงโมกับเปลือกขาวๆ ด้วยเล็กน้อย แต่ก่อนทานต้องไม่ลืมล้างเปลือก ให้สะอาดเสียก่อน เพื่อป้องกันสารพิษตกค้างที่บริเวณเปลือก

เวลาเกษตรกรลงทุนปลูกพืชผลก็หวังจะได้ทุนและกำไรให้คุ้มค่าเหนื่อย ยาแรงๆถูกนำมาใช้โดยขาดความรู้ความเข้าใจถึงพิษภัย ขอให้แมลงตายเป็นใช้ได้ ชะตาของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับความรู้หรือไม่รู้ของตัวเองเป็นสำคัญ

เมื่อทำการหยอดเมล็ดแตงโม เกษตรกรจะใช้สารกำจัดแมลง ชื่อ “คาร์โบฟูราน” ชนิด 3จี ลงหลุมที่เตรียมไว้ประมาณครึ่งช้อนชาหรือมากกว่านั้นแล้วจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไป เมื่อแตงเริ่มเป็นเถา ก็จะต้องฉีดยากำจัดแมลงควบคู่ไปด้วย พอแตงเริ่มโตเท่าลูกเทนนิส เกษตรกรจะทำการคัดแตงอ่อนที่ไม่สวยออกจากเถาไปขายเป็นแตงอ่อน สำหรับนำไปแกงส้มหรือต้มจิ้มน้ำพริก ซึ่งแตงอ่อนในระยะนี้จะมีสารสะสมอยู่มาก เพราะจะใส่สารคาร์โบฟูราณลงไปอีกเท่าตัว เพื่อสู้กับแมลงกินใบต่อไปจนกระทั่งเก็บผลขายได้

ถ้าต้องการให้แตงโมหวานและมีสีแดงน่ากิน ตอนอายุ 50 วัน จะใช้สารยูริเนตผสมกับปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ เพื่อเพิ่มสีและความหวาน แต่ก็ไม่มีอันตราย พอ 70 วัน จึงตัดขายได้ สารกำจัดแมลงชนิดดูดซึมทางรากนี้ ลักษณะเป็นสีม่วง เคลือบกับเม็ดทราย ซึ่งมีโทษทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม เพราะสารนี้ดูดซึมเข้าทางมือและผิวหนัง รวมถึงละอองและระเหยเข้าทางจมูก อีกทั้งยังมีผลต่อระบบนิเวศน์ น้ำ ที่อยู่ในนาข้าวหรือตามสวนตามไร่ก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ หลังจากเริ่มมีการนำสารนี้มาใช้ในนาข้าวและไร่ผักผลไม้ โดยพบว่าปลาดุกหรือปลาช่อนที่พบในนาข้าวเป็นโรคหัวเน่าตัวเน่า